Archive for อยากบ่น

รับน้อง… (สยองขวัญ?)

เห็นหลาย ๆ page ใน facebook พูดถึงเรื่องรับน้อง (แบบโซตัส) ว่าไม่ดีบ้าง รุนแรงกับรุ่นน้องบ้าง ล้างสมองรุ่นน้องบ้าง บางคนพูดทำนองที่ว่า เออ กูไม่เห็นรับ กูก็จบได้นิหว่า ไม่เห็นต้องไปรับน้องแม่งอะไรเลยซักอย่าง

ก่อนที่จะเข้าเรื่องนี้ ผมยอมรับว่า ผมเองอาจจะโชคดีด้วย ที่มีทั้งรุ่นพี่ที่ดีและเพื่อนที่ดีอยู่ตลอด ซึ่งมันอาจจะดูขัดแย้งกับบางคน ที่ผ่านการรับน้องมาแบบเลวร้ายจริง ๆ ซึ่งมันอาจจะทำให้ทัศนคติของเรื่องเหล่านี้ กลายเป็นลบโดยสิ้นเชิง ซึ่งที่ผมเขียนลง Blog นี้ ก็เพื่อที่จะแสดงในมุมมองของผมเองเท่านั้น

โดยส่วนตัวผมผ่านรับน้องมา 2 ครั้ง (ปวส. และ ป.ตรี) และเคยจัดรับน้องลักษณะแบบโซตัส ซึ่งผมยอมรับว่า เออ มันก็หนักแหละ เพราะตั้งแต่เด็กจนโตมา ที่บ้านเลี้ยงแบบไข่ในหินในระดับหนึ่ง แต่พอมาเจอการรับน้องแบบนี้ แปลกนะ ตอนสมัยนั้น มีเรื่องรับน้อง แล้วมีรุ่นน้องเสียชีวิต (จริง ๆ ปีก่อนหน้านั้น มันก็มีข่าวแหละ เรื่องรับน้อง แล้วมีรุ่นน้องบาดเจ็บบ้าง เสียชีวิตบ้าง ต่าง ๆ นา ๆ แต่มันไม่ค่อยเป็นกระแสซักเท่าไหร่) ในตอน ปวส. ช่วงนั้น มันก็เลยกลายกระแสอะไรขึ้นมาเยอะ แต่ผมเองก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก และด้วยความที่จบ ปวช. มาด้วย ก็เหมือนจะรู้อยู่แก่ใจว่า แม่งยังไงก็ต้องโดนรับแน่ ๆ แหละ ถึงจะมีห้ามอะไรจากทางมหาวิทยาลัยก็ตามเหอะ (บอกก่อนว่า ผมมันสายช่าง ฉะนั้น ผู้หญิง ไม่ค่อยมีหรอกในรุ่น จะมีก็แค่ 3 – 4 คน อย่างมาก)

ตอนช่วงรับน้อง ยอมรับว่า แม่งทรมาณว่ะ เหนื่อยว่ะ เจ็บจากการหมอบ คลาน อะไรหลาย ๆ อย่าง บางครั้งเคยแว๊บขึ้นมาในหัวว่า เออ แม่ง ตรูมาให้เขาทรมาณทำไมวะ ทำไมไม่แกล้งนอนอยู่บ้านไปเลย ไม่ต้องมาตากแดดตากลม แต่ในช่วงรับน้องอยู่นั้น มีเพื่อนรุ่นเดียวกัน ที่เขาก็มารับน้องเหมือนกันแหละ แต่สภาพมันแม่งจะไม่ไหวละ รุ่นพี่เห็นท่าทางอาการไม่ค่อยดี เลยดึงออกมาก่อน เพื่อที่จะให้ไปปฐมพยาบาลก่อน แต่เพื่อนคนนั้น แม่งไม่ยอมออกไป มันพูดออกมาแค่ว่า “พี่ เพื่อนผมยังตากแดดอยู่เลย ผมไม่อยากจะกินแรงเพื่อน” ผมก็คิด “จริง ๆ เราก็ยังไหวนิหว่า แล้วเราก็ไม่อยากที่จะทำตัวเป็นคนที่ไม่มีน้ำใจกับเพื่อน” ก็เลยยอมโดนรับน้องต่อ จนกระทั้งเราแม่งเป็นลมซะเอง (ฮา)

หลังจากที่เสร็จจากรับน้อง ณ วันนั้น ๆ จริง ๆ แล้ว ที่ภาคของผม จะรับแค่ช่วงกลางวันเท่านั้น พอถึงช่วงกลางคืน กลับถึงที่พักกันหมดแล้ว ก็จะปล่อยตามสบาย ใครอยากทำอะไรก็ทำ ไม่ได้อะไรมากนัก ซึ่งผมสังเกตุว่า พวกพี่คนที่เป็นว๊ากเกอร์ อะไรทั้งหลายแหล่ ที่ตอนกลางวันแม่งโหดฉิบหาย พอกลับจากที่รับน้องปุ๊บ ก็เปลี่ยนกลายเป็นคนละคน จนผมนึก “เออ จริง ๆ เขาก็ไม่ได้โหดโดยสันดานนิหว่า ออกจะใจดีซะด้วยซ้ำ” ซึ่งมันทำให้ผมมองว่า การรับน้อง มันไม่ได้มีแต่เรื่องที่เลวร้ายเสมอไป มันก็ยังมีเรื่องดี ๆ ที่ซ่อนอยู่ในคราบของความโหดร้ายที่คุณได้รับอยู่ ณ ขณะนั้น เพียงแต่คุณรับรู้ถึงสิ่งที่ความโหดร้ายกำลังสอนคุณอยู่หรือเปล่า ซึ่งอันนี้มันแล้วแต่คน ๆ นั้น ว่าเขาจะสามารถรับรู้ได้หรือไม่

ซึ่งหลังจากรับน้องครั้งนั้น ผมได้มุมมองว่า การรับน้อง มันไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่มันเป็นการสอนที่มีเส้นคั่นบาง ๆ ระหว่างความโหดร้ายที่เราต้องเจอ กับสิ่งที่คนที่เป็นรุ่นพี่ staff เขากำลังพยายามจะสอนโดยอ้อม ๆ ซึ่งมันเป็นการบอกเป็นนัย ๆ ว่า “มึงต้องเรียนรู้จากสิ่งที่เลวร้ายที่มึงเจออยู่ตอนนี้ เอาไปประยุกต์กับตัวมึงเอง” เพราะผมเชื่อว่า หลาย ๆ คน เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตจากเหตุการณ์เลวร้ายที่ตัวเองเจอมา ซึ่งมันจะทำให้เราเข้าใจได้เร็วกว่า การมานั่งฟังว่า ต้องทำอะไรบ้าง ต้องเดินทางไหนบ้าง ซึ่งมันเหมือนเรากำลังให้คนอื่นป้อนข้าวใส่ปากให้ แทนที่เราจะมาตักข้าวใส่ปากเอง ซึ่งลองนึกว่า เราโดนคนอื่นป้อนข้าวใส่ปากมาให้ตลอดมาตลอด แล้วพอมาวันหนึ่ง มีคนโยนช้อนให้ แล้วพูดแค่ว่า “มึงแดกเองละกัน” แล้วมันจะใช้เวลาเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับคนที่ถูกบังคับให้ใช้ช้อนกินข้าวเองตั้งแต่แรก

และเชื่อเถอะครับ ถ้าใครที่ผ่านการรับน้องมา ต่อให้คุณจะโดนมาโหดแค่ไหน พอคุณเรียนจบ แล้วออกทำงานไปได้ซักพัก สิ่งเหล่านี้ มันจะทำให้คุณกลับมานั่งยิ้มเล็ก ๆ เวลาที่คุณกลับมาคิดถึงมัน ถึงแม้ตอนนั้น คุณจะโดนอะไรที่โหดมาก ๆ ก็ตาม ซึ่งยิ่งถ้าคุณได้กลับไปสังสรรค์กับเพื่อนที่ผ่านมาด้วยกัน เชื่อเหอะว่า คุยกันเป็นวันก็ไม่เบื่อ

สรุปคร่าว ๆ ถึงข้อดีของการรับน้อง ในแบบโซตัส ที่ผมเคยผ่านมา

  • สอนให้เรารู้จักอดทน
  • สอนให้เรารู้จักสามัคคีในหมู่เพื่อน และรุ่นพี่
  • สอนให้เราเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือคนอื่น แม้อาจจะไม่ได้รู้จักกันมาก่อนก็ตาม
  • มันเป็นรสชาติของชีวิต คนเราจะให้มันโรยด้วยกลีบกุหลาบโดยตลอด มันจะสนุกเหรอ ?

แต่สิ่งที่เราเห็นทุกวันนี้ กับการรับน้อง มันมีแต่ภาพของความรุนแรง อนาจารย์ ซึ่งหลัง ๆ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้บางสิ่งบางอย่างที่มันเคยดี ๆ อยู่ มันกลับกลายเป็นจากหน้ามือเป็นหลังมือแบบนี้

ผมลองมานั่งคิด และเดาเล่น ๆ (ซึ่งไม่รู้จริงหรือเปล่า อาจจะผิดไปหมดเลยก็ได้) ถึงสาเหตที่ทำไมมันกลายเป็นแบบนี้

  • ความต้องการ “เอาคืน” จากรุ่นพี่
  • ความคึกคะนอง รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จากทั้งตัวรุ่นพี่ และรุ่นน้องเอง
  • ความคิดของคนยุคใหม่ เปลี่ยนไป
  • กระแสของสื่อ

ข้อแรก “ความต้องการเอาคืน”
ผมว่า ถ้าบางคน ต้องการที่จะจัดรับน้อง เพื่อที่จะต้องการเอาคืน เหมือนคำพูดที่ว่า “กูโดนไปเท่าไหร่ มึงต้องโดนไปเท่านั้น” รุ่นพี่บางคน ถ้าคิดที่จะทำอย่างนั้นจริง ๆ มันก็หมายความว่า คุณไม่มีคุณสมบัติที่เพียงพอที่จะเป็นรุ่นพี่ได้ เพราะคุณไม่ได้เคยคิดถึงเรื่องที่จะสอนให้รุ่นน้องของคุณรับรู้เลย คุณเพียงแค่เอากุศโลบาย มากดหัวคนที่อยู่ต่ำกว่าคุณก็แค่นั้น ซึ่งต่อให้คุณกดหัวรุ่นน้องคุณได้ แต่ก็จะไม่มีใครมานับถือตัวคุณเลย

ข้อสอง “ความคึกคะนอง จากทั้งตัวรุ่นพี่ และรุ่นน้องเอง”
ความคึกคะนอง บางที ตอนช่วงรับน้อง มันมีเหตุการณ์ที่เลวร้ายหลาย ๆ อย่าง เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ทำให้เกิดการขาดสติกันได้ง่าย ๆ เลยทำให้ทำอะไรโดยไม่ได้คิดหน้าคิดหลัง

ข้อสาม “ความคิดคนรุ่นใหม่ เปลี่ยนไป”
มันเหมือนกับว่า คน generation ใหม่ คืดถึงตัวเองมากขึ้น แคร์เรื่องของผลตอบแทนที่จะได้มากขึ้น ซึ่ง บางที ของตอบแทนที่คุณอยากจะได้ มันอาจจะไม่ได้มาอย่างฟรี ๆ ซึ่งยังไงคุณก็ต้องจ่าย หรือเอาอะไรมาแลก ในสิ่งที่คุณอยากได้ เหมือนคำพูดที่ว่า “ไม่มีอะไรได้มาฟรี ๆ” ซึ่งพอกลับมาในเรื่องของการรับน้อง หลาย ๆ คน เอาแต่ใจตัวเองมากขึ้น ต้องการท่ีจะเรียกร้องแต่ของตอบแทน แต่ไม่ได้สนใจในตัวของว่ากว่าจะได้มาแต่ละอย่าง ต้องผ่านอะไรมาบ้าง มีความยากลำบากเท่าไหร่ กว่าจะได้สิ่ง ๆ นั้นมา

สุดท้าย “สื่อ”
สื่อ อันนี้ผมคงไม่รู้จะพูดยังไง เอาง่าย ๆ ในหนังสือพิมพ์ มีข่าวดี ๆ ที่น่าปลื้มใจซักกี่เรื่อง? เมื่อเทียบกับอัตราส่วนของข่าวที่อ่านแล้วน่าสลดใจ

สุดท้ายนี้ ผมก็ย้ำว่า นี่เป็นเพียงแค่มุมมอง ๆ หนึ่งของผมเท่านั้น ซึ่งมันไม่ได้หมายความว่า จะผิด หรือ ถูก ไปซะหมด มันขึ้นอยู่ว่า คุณอ่าน แล้วพยายามเปิดให้กับเรื่องพวกนี้แค่ไหนมากกว่า

โฆษณาชุด “Perfect Match” ของ Go Daddy.

วันนี้มาโพส Video ที่เป็นคลิปโฆษณาของทาง Go Daddy ที่ชื่อว่า “Perfect Match” ซึ่งฉายในช่วง Super Bowl (ลงทุนเนอะ) ซึ่งโชว์ภาพของโปรแกรมเมอร์หนุ่ม (มั้ง) กับหญิงสาว sexy จูบกัน โดยที่ทาง Go Daddy บอกเองว่า Go Daddy มีทั้งมุมที่เซ็กซี่และฉลาด (when sexy meets smart, your small business scores.) แทนด้วยนางแบบสาวชาวอิสราเอล Bar Refaeli และนักแสดงชาย Jesse Heiman (ซึ่งเป็นลูกค้าของ Go Daddy อยู่ก่อนแล้ว) ซึ่งเล่นเอาผมงงตรงที่ว่า มันเอามาเปรียบได้ยังไง แต่ก็แอบอิจฉาไปในตัว (ฮา)

Perfect Match – Unrated Extended Cut of The Kiss : Go Daddyดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

แต่ท่าทางตัวนางแบบเองคงคิดว่านี่คงเป็น Worst Match ที่สุดในชีวิตเขาหล่ะ ดูจากสีหน้าก็รู้ละ LOL

Test Drive Nokia Lumia 920.

มีโอกาสได้ทดลองใช้ Smart Phone จากค่าย Microsoft ครั้งแรก ก็คือ Nokia Lumia 920 ซึ่งเป็นกิจกรรมจากทาง Nokia เปิดให้ลงทะเบียนเพื่อที่จะสามารถยืมเครื่องไปทดลองใช้ได้ครับ

Nokia Lumia 920

หลังจากการทดลองใช้มา 3 วัน ต้องบอกว่า ค่อนข้างที่จะประทับใจมากครับ กับฟีเจอร์ที่มีอยู่ โดยเฉพาะระบบกล้อง (Pure View) ซึ่งพูดคำเดียวว่า กินขาดกว่ากล้อง Smart Phone ใด ๆ ทั้งปวง ณ ขณะนี้ (ปล. ไม่ได้อวย) เนื่องด้วยทั้งความไวต่อแสง ระบบการโฟกัส ที่ทำได้ดีมาก ๆ แต่น่าเสียดายที่ผมเองไม่ค่อยได้เอาไปถ่ายช่วงกลางคืนซักเท่าไหร่ แต่ก็พอที่จะพูดได้ว่า ณ ขณะนี้ ยากที่จะหา Smart Phone ตัวใดมาสู้ในเรื่องของกล้องกับ Nokia Lumia 920 ตัวนี้ได้

โดยระยะเวลาแค่ 3 วัน (จริง ๆ น่าจะเรียกว่า 2 วันครึ่งดีกว่า) ผมเองก็พอสรุปข้อดีข้อเสียแบบคร่าว ๆ ไว้ข้างล่างครับ

Nokia Lumia 920

จุดเด่น
  • กล้องดีมาก โฟกัสไว ถ่ายในที่ที่มีแสงน้อย ๆ ได้ดี ยังไม่ค่อยเจออาการโฟกัสไม่ได้
  • Windows Phone ลื่นมาก มีอาการ Lack ให้เห็นน้อยมาก App ไม่ค่อยมีปัญหาเด้งหลุดออกมา หรือ Error ให้เห็นเท่าไหร่
  • ระบบ Map ทำได้ค่อนข้างใช้ได้ (Nokia Ovi Map) จับ GPS แม่นพอสมควร
  • น้ำหนักกำลังดี (ความเห็นส่วนตัว) หลาย ๆ คนบอกว่าหนักครับ แต่ผมรู้สึกว่า น้ำหนักประมาณนี้แหละ ที่ค่อยข้างลงตัวเลยทีเดียว ทำให้รู้สึกว่า มันดูค่อยข้างแข็งแรง เมื่อเทียบกับยี้ห้ออื่น ๆ
  • การจัดการเกี่ยวกับ Widget และ Menu ค่อนข้างง่าย ไม่ซับซ้อน
  • Browser เร็วพอสมควร
  • สามารถใช้หูฟังที่ใช้กับ iPhone ได้เลย ไม่ต้องไปซื้อหัวแปลงแต่อย่างใด
  • สำหรับภาษาไทย พอดีผมเองไม่เคยจับตัว Windows Phone 7 มาก่อนหน้านี้ เลยไม่แน่ใจว่า มีการพัฒนามาจากรุ่นก่อน ๆ อย่างไร แต่สำหรับบน Windows Phone 8 ถือว่า ok เลยครับ ทั้งการแสดงผล รวมถึง Keyboard ที่มากับ OS
จุดด้อย
  • App หลาย ๆ อย่าง ค่อนข้างที่จะล้าหลังกว่า iOS และ Android เยอะ คงต้องให้เวลาระยะหนึ่ง ถึงจะตามเจ้าอื่น ๆ ทัน
  • มีปัญหาเรื่องการต่อระบบ 3G หรือ EDGE เวลาอยู่บนรถ ต่อค่อนข้างติดยากมาก ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าเป็นเฉพาะเครื่องผมเองหรือเปล่า (เพราะตอนไปรับเครื่อง พนักงานบอกว่า ผมเป็นคิวที่ 10 แล้ว สำหรับเครื่อง ๆ นี้)
  • การจัดการเกี่ยวกับไฟล์เพลง รูปถ่าย ถ้าสำหรับบน OS X (บน Windows ไม่แน่ใจ) ต้องจัดการผ่าน App ที่ชื่อ Windows Phone ซึ่งผมมองว่า มันดูไม่ค่อยยืดหยุ่นเท่าไหร่ (คล้าย ๆ iPhone ที่ต้องทำอะไรผ่าน iTunes ทั้งหมด)
  • App น้อย ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ และระบบ Windows Store เหมือนจะยังกรอง App สู้ App Store ของ Apple ยังไม่ได้ แต่ก็ยังดูดีกว่า Google Play อยู่ระดับหนึ่ง
  • เวลาเครื่องค้าง (ตามรูป Goodbye ข้างบน) ต้องกดปุ่ม 3 ปุ่ม (ตามคำแนะนำของ @FordAntiTrust) คือกดปุ่ม Volumn Down, ปุ่ม Power Button และปุ่ม Shutter ค้างไว้ เครื่องถึงจะ reboot (อารมณ์มันเหมือน Ctrl + Alt + Del ยังไงก็ไม่รู้) ซึ่งจริง ๆ มันน่าจะกดแค่ปุ่ม Power ค้างไว้นาน ๆ ก็ได้
  • แบตเตอร์รี่ยังไม่ค่อยดูอึดเท่าไหร่ ใช้เยอะ ๆ มีสูบแบตเหมือนกัน แต่ยังพอมีระบบ Saving Battery ที่พอช่วยให้เครื่องเปิดต่อได้นานอีกหน่อย แต่มาตรฐานโดยรวมผมว่าอยู่ในระดับเดียวกันกับพวก Smart Phone ทั่ว ๆ ไปครับ (ชาร์ตแบบวันต่อวัน)
  • ใช้มา 3 วัน ก็ยังมีแฮงค์ให้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็น้อยครั้งครับ ไม่ค่อยบ่อยเหมือน Android (ผมใช้ CM10 Nightly) แต่ใช้ไปใช้มา มี reboot ตัวเองไปดื้อ ๆ 1 ครั้ง
  • App ที่เกี่ยวกับ Google Service เช่น Google Docs, Google Plus, Google Maps ยังไม่มีที่ออกมาจาก Google เอง ซึ่งผมยอมรับว่า หลาย ๆ อย่างที่ผมใช้ทำงานอยู่นั้น ค่อนข้างจะผูกติดกับ Google Service อยู่พอสมควร
สรุป

จากการที่ได้ทดลองใช้ ถือได้ว่า เป็นพัฒนาการที่ดี ของ Smart Phone จากค่าย Nokia ครับ ที่ทำการบ้านอะไรหลาย ๆ อย่างค่อนข้างดี (รวมถึง Microsoft เองด้วย) ที่เหมือนเริ่มจะรู้แล้วว่า แนวทางในการแข่งขันกับตลาด Smart Phone จะต้องไปทางไหน ซึ่งผมเองก็แอบลุ้น ๆ อยู่ว่า ถ้า Microsoft ดัน Windows Phone ตัวนี้จนขึ้นมาเป็น Top 3 ของตลาด Smart Phone ได้แล้ว คงจะเป็นผลดีต่อผู้บริโภคมาก ๆ เพราะผู้บริโภคคงจะมีทางเลือกมากขึ้น ในการตัดสินใจซื้อ Smart Phone ซักตัว

สำหรับผมเอง ถ้าถามว่าจะซื้อไหม คงต้องบอกตามตรงว่า คงต้องรอดูในเรื่องของ App ที่อนาคตจะใช้เวลามากหรือเปล่าในการพัฒนาตัวเองให้ทันกับค่ายอื่น ๆ หรือเปล่า รวมถึงอนาคตของตัว Nokia Lumia 920 เอง ที่ถ้าหากมี Windows Phone เวอร์ชั่นใหม่ออกมา จะถูกลอยแพเหมือน Nokia Lumia 900 หรือไม่ ซึ่งผมยอมรับว่าค่อนข้างจะซีเรียสในเรื่องนี้อยู่พอสมควรครับ

แต่ถ้าใครที่คิดจะซื้อ Smart Phone ดี ๆ ซักตัว และไม่อยากจะตามกระแสไปทาง iPhone หรือ Android หรือ BlackBerry ผมว่า ตัวนี้เป็นอีกค่ายหนึ่งที่ผมยอมรับว่า มันใช้งานได้ดีจริง ๆ ครับ ซึ่งถ้าใครที่ยิ่งชอบเรื่องของการถ่ายรูปจาก Smart Phone ไม่ผิดหวังแน่ ๆ ครับ ถึงตอนนี้มันอาจจะยังตามหลังเรื่องของ App อยู่ แต่ระดับ Microsoft แล้ว ผมว่าเขาคงไม่ยอมให้มันล้าหลังอยู่อย่างนี้แน่ ๆ

แล้วคุณจะรัก Lumia #lovelumia

ปล. ข้างล่างนี้เป็นรูปที่ได้จาก Nokia Lumia 920 นะครับ ซึ่งไม่ใช่รูป Full Size แต่ก็น่าจะพอดูเกี่ยวกับความสามารถของกล้องที่มีอยู่ได้ระดับหนึ่ง